เมื่อขบวนรถไฟเคลื่อนตัวผ่านโค้งสุดท้ายของหุบเขา แสงแดดก็ฉายภาพเมืองโพสเกียโว (Poschiavo) ให้ค่อย ๆ ปรากฏกายราวกับภาพวาด บ้านเรือนสีอ่อนหวานเรียงตัวอย่างเงียบสงบ บนถนนหินกรวดที่ทอดตัวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เมืองขนาดเล็กแห่งนี้ไม่เรียกร้องความสนใจ ทว่าปล่อยให้ความงามค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของผู้มาเยือน และชั่วขณะนี้เองที่โพสเกียโวหมุนจังหวะชีวิตของเราให้เดินช้าลงอย่างไม่รู้ตัว

หุบเขาวัลโพสเกียโว (Val Poschiavo) เคยเป็นเพียงเส้นทางแคบ ๆ ที่พ่อค้าและนักเดินทางใช้ผ่านไปยังดินแดนทางใต้ ด้วยเชื่อมต่อรัฐทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ เข้ากับแคว้นทางใต้ของอิตาลี กงล้อรถม้าและรอยเท้าในอดีตไม่เพียงแต่ทิ้งร่องรอยไว้บนผืนดิน แต่ถักทอเรื่องราวของตนเองขึ้น จนมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หุบเขาแห่งนี้คือพรมแดนของสวิส-อิตาลี โดยมีโพสเกียโวซึ่งตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เป็นเมืองหลัก ที่นี่มีประชากรราว 3,500 คน ตั้งอยู่ที่ความสูง 1,014 เมตร และโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม

ศตวรรษที่ 19 มีอาคารสิบแห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสวิตเซอร์แลนด์ เช่น Palazzo de Bassus-Mengotti อาคารหรูที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งของชาวโพสเกียโวในอดีต ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Valposchiavo, Casa Tomé บ้านไร่ชาวนายุคกลางที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 1893 และยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี รวมถึง Collegiata di San Vittore Mauro โบสถ์ประจำเมืองโพสเกียโวที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิกยุคปลาย และเป็นศูนย์กลางความเชื่อของชุมชนมาช้านาน
หลงเมืองเก่า
โพสเกียโวอาจไม่ใช่หมุดหมายของคนส่วนใหญ่ แต่คืออัญมณีที่ซ่อนตัวอย่างเงียบ ๆ ในหุบเขาอัลไพน์ เมืองแห่งนี้เลือนเส้นแบ่งของสองวัฒนธรรมเข้าหากัน นั่นคือความมีชีวิตชีวาแบบอิตาลีและความสงบและมีระเบียบแบบสวิตเซอร์แลนด์ ใจกลาง จัตุรัสของเมือง (Piazza Comunale) เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอย่าง Collegiata di San Vittore Mauro โบสถ์ประจำชุมชนที่มีหอระฆังทรงโรมาเนสก์เป็นสัญลักษณ์, Fontana Storica น้ำพุหินที่ใช้ตกแต่งจัตุรัสมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และ Hotel Albrici โรงแรมอายุเกือบสองร้อยปีที่มีโถงสไตล์บารอกตกแต่งอยู่ภายในเคียงข้างด้วยบ้านเรือนเก่าแก่สไตล์อิตาเลียน-สวิส ที่ซึ่งระเบียงเหล็กดัดของอาคารทาบเงาลงบนถนนราวกับลายเส้นที่วาดโดยแสงแดด



