ถ้าคุณคุ้นเคยกับกรุงเทพฯ จนเริ่มรู้สึกว่าชีวิตในย่านที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้าก้าวรุดหน้าในจังหวะเร่งรีบเกินไป หรือชักจะเห็นว่าร้านค้าร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้าที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำมอบประสบการณ์ซ้ำ ๆ ไม่แตกต่างจากที่หาได้ตามเมืองใหญ่ทั่วโลกละก็ ผมขอแนะนำให้คุณจัดสรรเวลาสักครึ่งวัน แต่งตัวสบาย ๆ ก่อนจะพกร่มใส่กระเป๋าผ้าสักใบ เพื่อออกไปทำความรู้จักกับย่านเก่า ที่ซึ่งตัวตนความเป็นกรุงเทพฯ ยังแจ่มชัด รอให้คุณมาซึมซับเสน่ห์ ผ่านอาหารรสแท้ สิ่งก่อสร้างสะดุดตา และเรื่องราวนานัปการที่ถูกผนึกอยู่ในเขตย่านเก่าของพระนคร

ในฐานะนักประวัติศาสตร์และมัคคุเทศก์สายวัฒนธรรม ผมอยากท้าทายให้คุณเริ่มต้นสลัดความจำเจในชีวิตโดยทิ้งการสัญจรบนท้องถนน แล้วหันไปพึ่งเรือโดยสารสาธารณะที่พร้อมพาคุณเดินทางจากท่าเรือหัวช้างใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสยาม ผ่านคลองแสนแสบ แล้วตรงสู่เขตเมืองเก่าภายใน 15 นาที โดยไม่ต้องลุ้นว่าการจราจรจะติดขัดหรือเปล่า แถมยังเป็นโอกาสเปิดประสบการณ์ชมเมืองกรุงในมุมใหม่ให้คุณแปลกใจกับการค้นพบวัดเก่าแก่ซึ่งมองไม่เห็นจากถนน และได้ลุ้นตอนเรือลอดใต้สะพานเหล็กซึ่งรองรับรางรถไฟ ยอดสีทองอร่ามของเจดีย์ภูเขาทองที่เริ่มปรากฏอยู่รำไรเป็นสัญญาณให้เรือลดความเร็วเพื่อเตรียมเข้าเทียบ ท่าเรือผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งเป็นจุดหมายของเรา
บริเวณท่าเรือผ่านฟ้าเป็นชุมทางการคมนาคมที่ถนนสายสำคัญหลายสายทอดมาบรรจบกัน แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปราวสองร้อยปี พื้นที่แถบนี้ก็นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอันดับต้น ๆ ของพระนคร จึงต้องสร้างป้อมขนาดใหญ่อย่าง ป้อมมหากาฬ เอาไว้รับมือข้าศึกซึ่งอาจยกเข้ามาตีพระนครจากทางทิศตะวันออก แต่วันนี้ผมจะยังไม่นำคุณข้ามไปสำรวจป้อมและแนวกำแพงเมืองโบราณที่เหลืออยู่หรอกนะ แต่จะเลือกนำคุณเดินข้าม สะพานมหาดไทยอุทิศ สะพานอายุกว่า 110 ปีแห่งนี้มักจะถูกเรียกว่า “สะพานร้องไห้” ตามประติมากรรมนูนต่ำรูปบุรุษและสตรีที่เอามือปิดป้องใบหน้า สื่อความโศกเศร้าเมื่อคราวพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 2453
เมื่อก้าวพ้นสะพานร้องไห้ เราจะพบ ถนนบริพัตร ซึ่งเป็นย่านค้าไม้ดั้งเดิมของกรุงเทพฯ แม้บรรยากาศจะไม่พลุกพล่านเหมือนแต่ก่อนเพราะเจ้าของร้านส่วนมากขยับขยายไปเปิดร้านใหม่อยู่แถวบางโพ ที่ห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร แต่ก็ยังพอเห็นลูกค้าแวะเวียนมาหาบานประตูไม้สักงาม ๆ อยู่บ้าง บางร้านปรับตัวมาขายป้ายชื่อหรือช้างแกะสลักขนาดพอดีมือให้นักท่องเที่ยวซื้อไปเป็นที่ระลึก ไม่ก็เปิดเป็นคาเฟ่ตกแต่งเก๋
ถ้าแข้งขาของคุณยังดี ผมอยากชวนให้ไต่บันไดสามร้อยกว่าขั้นเพื่อขึ้นไปชมทัศนียภาพเมืองกรุงในมุมสูงจากบน ภูเขาทอง ภูเขาเทียมแห่งวัดสระเกศนี้ ถูกกำหนดให้เป็นจุดหมายตา (แลนด์มาร์ค) สุดอลังการนอกกำแพงพระนคร แต่ระหว่างการก่อสร้างกลับมีเหตุผิดพลาดจนต้องถูกปล่อยร้างนานหลายปี ก่อนจะมีการปรับแบบและกลับมาสร้างต่อจนมีรูปลักษณ์เป็นเจดีย์ทรงระฆัง อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
นอกจากภูเขาทอง วัดสระเกศ เองก็ยังมีเรื่องราวเปี่ยมสีสันซ่อนไว้อีกมาก ป้ายชื่อ “ถนนคลองถมวัดสระเกศ” เป็นหลักฐานว่าเดิมที อารามอันกว้างขวางแห่งนี้เคยมีคลองโอบล้อมอยู่ทุกด้าน เนื่องจากวัดแห่งนี้เมื่อราวสองร้อยปีก่อนเคยเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลศพของชาวเมืองกรุง แต่หากเป็นศพไร้ญาติ หรือในช่วงโรคห่า อหิวาตกโรคระบาดหนักก็จะถูกขนออกจากพระนครมาทิ้งไว้ในส่วน “ป่าช้าผีดิบ” ของวัด เพื่อให้แร้งและสุนัขมาแทะกิน ทุกวันนี้ไม่มีภาพชวนสยองหรือฝูงแร้งบินร่อนอยู่เหนือวัดสระเกศอีกต่อไป แต่ยังมีประติมากรรมจำลองใกล้กับฐานภูเขาทองคอยสื่อสารเรื่องราวฉากนี้ไม่ให้เลือนหายไปกับกาลเวลา
เรากลับไปยังถนนบริพัตรก่อน แล้วจึงเลี้ยวขวาเพื่อข้ามสะพานที่ทอดข้ามคลองรอบกรุง สู่สี่แยกที่มีป้ายชื่อเด่นหราระบุว่า แยกสำราญราษฎร์ แต่เดิมที ผู้คนนิยมชื่อ “แยกประตูผี” ที่ชวนหวาดหวั่นมากกว่า เพราะบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของประตูเมืองซึ่งใช้หามศพคนที่ตายภายในพระนครออกไปประกอบพิธีกรรมนอกกำแพงเมือง โดยเฉพาะที่วัดสระเกศซึ่งเราเพิ่งแวะไปชมมา ทว่ามาวันนี้ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศนิยมมาที่ย่านประตูผีเพื่อลิ้มลองอาหารเลิศรส ถ้าคุณอยากหาอะไรใส่ท้องสักหน่อย นี่เป็นโอกาสลิ้มรส ผัดไทยทิพย์สมัย ซึ่งเปิดขายมายาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
