มีเพียงไม่กี่เส้นทางที่สามารถเชื่อมโยงผู้มาเยือนกับประวัติศาสตร์ได้โดยเท่ากับ Grand Trunk Road หนึ่งในทางหลวงที่เก่าแก่ของเอเชีย เส้นทางในตำนานที่ลากเส้นสายและทอดตัวผ่านหลายประเทศรวมทั้งก้าวข้ามผ่านกาลเวลาเส้นนี้ ทำหน้าที่ยืนหยัดทั้งเส้นทางสำหรับการค้า การย้ายถิ่นฐาน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน ในปากีสถาน เส้นทางนี้เปรียบเสมือนหอจดหมายเหตุที่มีชีวิต ซึ่งเมืองโบราณ ขุมทรัพย์ทางโบราณคดี และจุดหมายสำคัญของจักรวรรดิ ตั้งตระหง่านอยู่เคียงคู่กับจังหวะชีวิตในยุคปัจจุบัน การเดินทางบนเส้นเลือดใหญ่ทางประวัติศาสตร์สายนี้จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนที่ธรรมดา แต่เป็นการสัมผัสถึงรอยประทับของอารยธรรมต่าง ๆ ที่เคยผ่านทางนี้ และยังคงทิ้งเรื่องราวที่ช่วยขับเคลื่อนภูมิภาคนี้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ปากีสถานครอบคลุมดินแดนส่วนสำคัญของภูมิภาคเอเชียใต้ ทั้งยังอัดแน่นด้วยผู้คนกว่า 260 ล้านชีวิตซึ่งมีภาษาวัฒนธรรมอันหลากหลาย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศอันซับซ้อนเช่นนี้ออกมาเป็นเรื่องราวขนาดพอคำ นับว่าโชคดีที่เส้นทางสายหนึ่งในปากีสถาน สามารถนำเราเข้าไปสัมผัสนครเปี่ยมชีวิต ภูมิทัศน์เปี่ยมความหมาย แถมยังได้ดื่มด่ำกับรอยประทับของจักรวรรดิน้อยใหญ่ซึ่งผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนแถบนี้อย่างครบครัน เส้นทางที่ว่านั้นคือ “ถนนสายประธานใหญ่” หรือ Grand Trunk Road
ชื่อ Grand Trunk Road อันน่าเกรงขาม ที่ชาวปากีสถานมักเรียกขานกันอย่างย่นย่อว่า GT Road เป็นชื่อที่เจ้าอาณานิคมชาวอังกฤษเพิ่งจะตั้งขึ้นเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ทั้งที่จริงเส้นทางสัญจรทางบกที่ทอดจากอัฟกานิสถานทางตะวันตกผ่านเข้ามายังปากีสถาน อินเดีย ไปจนจรดเมืองท่าจิตตะกองของบังคลาเทศทางทิศตะวันออก ปรากฏมาช้านานตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลหรือเมื่อเกือบสามพันปีที่แล้วด้วยซ้ำ และถูกกล่าวถึงในชื่อ “อุตตราปาฐ” หรือ “เส้นทางสายเหนือ” เพราะทอดเชื่อมเมืองสำคัญทางตอนเหนือของอนุทวีปเอาไว้อย่างครบครัน และนับเป็นเส้นทางการค้าที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดสายหนึ่งของโลก
การสำรวจเส้นทาง Grand Trunk Road เฉพาะส่วนที่อยู่ในปากีสถาน ซึ่งมีระยะทางราว 600 กิโลเมตรของเรา เริ่มต้นจากด่านพรมแดนกับอัฟกานิสถาน ที่ เมืองทอร์คัม หากสถานการณ์ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านสงบก็น่าถือโอกาสแวะชม ป้อมมิชนี ที่ตระหง่านอยู่ท่ามกลางเทือกเขาฮินดูกูช อันสลับซับซ้อน หากดูเผิน ๆ อาคารศิลาหน้าตาขึงขังที่มีผนังหนาทึบแทรกด้วยช่องหน้าต่างเล็กจิ๋วหลังนี้อาจดูคล้ายป้อมของอัศวินสมัยกลาง ทั้งที่จริงมันคือป้อมตรวจการที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษให้สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน (พ.ศ. 2456) เพื่อควบคุมการสัญจรผ่านทำเลยุทธศาสตร์อย่าง ช่องเขาไคเบอร์ ซึ่งเป็นปากประตูที่บรรดาพ่อค้า นักเดินทาง และกองทหารผู้พิชิตมากหน้าหลายตาใช้เป็นเส้นทางเดินทัพเข้าสู่เอเชียใต้มาช้านาน
ย้อนกลับไปราว 2,350 ปีก่อน อเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์หนุ่มจากมาซิโดเนีย เคยนำกองทัพมหึมาเคลื่อนผ่านดินแดนแถบนี้ ว่ากันว่า อาริสโตเติลผู้เป็นอาจารย์เคยบอกอเล็กซานเดอร์ว่า ‘หากวันใดพระองค์ขึ้นไปยืนอยู่บนเทือกเขาฮินดูกูช ขอจงมองไปทางตะวันออกแล้วจะเห็นชายฝั่งอันเป็นสุดขอบโลก’ แต่ครั้นอเล็กซานเดอร์ได้มายืนอยู่บนเทือกเขาฮินดูกูช ทางตะวันตกของปากีสถานในปัจจุบันจริง ๆ พระองค์กลับเห็นเพียงทิวเขากับที่ราบผืนใหญ่แผ่กว้างออกไปสุดขอบฟ้า โดยมีลำน้ำสาขาที่ต่างไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสินธุ หรืออินดุสอันยิ่งใหญ่ และเป็นที่มาของชื่อ “อินเดีย”
จากแถบนี้ อเล็กซานเดอร์บัญชาให้กองทหารหลักพร้อมอาวุธหนักเดินทัพผ่านช่องเขาไคเบอร์ ตามแนวเส้นทาง Grand Trunk Road ผ่าน เมืองปุรุษปุระ หรือ เปศวาร์ ในปัจจุบัน ส่วนพระองค์นำไพร่พลที่เหลือรุกขึ้นเหนือไปตามหุบเขาแม่น้ำสวัตเพื่อปราบปรามอาณาจักรเล็ก ๆ แถบเทือกเขาหิมาลัยที่ยังไม่ยอมอ่อนน้อม โดยมีไฮไลต์อยู่ที่การพิชิต เมืองเอออร์นอส (ปัจจุบันคือ พีร์ซาร์) ที่ร่ำลือกันว่าแม้แต่เฮอร์คิวลิสยังไม่สามารถตีลงได้ เมื่อปราบปรามอาณาจักรบนขุนเขาได้ดังประสงค์ อเล็กซานเดอร์ก็นำทัพลงสู่ที่ราบเบื้องล่าง ไปสมทบกับกองทหารหลักซึ่งยกมาตาม Grand Trunk Road ซึ่งมาถึงก่อนหน้า และตระเตรียมผูกโยงเรือนับร้อยลำพร้อมกับพาดแผ่นไม้ให้เป็นสะพานก่อนนำทัพทหารราวแปดหมื่นนายข้ามแม่น้ำสินธุเพื่อเดินทางต่อบน Grand Trunk Road อีกราว 60 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่ เมืองตักศิลา นครที่เคยเกรียงไกรที่สุดในแถบนี้
กษัตริย์ผู้ปราดเปรื่องแห่งตักศิลาทราบข่าวเกี่ยวกับกองทัพอเล็กซานเดอร์ และจัดการส่งทูตไปแสดงความอ่อนน้อมมาตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยหวังจะได้พันธมิตรใหม่ เมื่อเดินทางถึงตักศิลา บรรดาทหารที่เหนื่อยล้าจากการศึกและการเดินทัพผ่านเทือกเขาสูงจึงได้การต้อนรับและเลี้ยงดูอย่างดี
